จินเซนโนไซด์ สารสำคัญที่อยู่ในรากโสมเกาหลี

จินเซนโนไซด์ สารสำคัญที่อยู่ในรากโสมเกาหลี

ต้นปี 1960 ได้มีการพยายามหาทางพิสูจน์สารสำคัญในรากโสมว่ามีอะไรบ้าง โดยคณะนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมอสโคว์ นำโดย ศาสตราจารย์เอ็ลยายาก็อฟ และคณะของศาสตราจารย์ชิบาตะ แห่งกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น หลังจากการใช้เทคนิคการวิเคราะห์ที่ทันสมัยก็พบว่า ในรากโสมเกาหลีมีสารประกอบที่เรียกว่า ซาโปนิน ไกลโคไซด์ (Saponin Glycosides)

ซาโปนิน ไกลโคไซด์ เป็นสารที่มีลักษณะเป็นกรดผสมด่างก่อตัวจากโมเลกุลของน้ำตาลเกาะติดกับโมเลกุลเทอร์ปินอยด์ สารประกอบไกลโคไซด์เหล่านี้จะมีอยู่ตามส่วนต่างๆ ของโสม เช่น ใบ ดอก และเปลือกราก ซึ่งเป็นแหล่งก่อตัวของสารประกอบเหล่านี้ หลังจากนั้นมันก็จะถูกถ่ายไปเก็บไว้ในส่วนเนื้อของรากโสม โดยปริมาณของสารซาโปนินนี้จะเพิ่มตามช่วงอายุของรากโสม และจะมีสัดส่วนพอเหมาะพอดีให้ฤทธิ์ทางยาสูงสุดในช่วงที่ รากโสมมีอายุ 6 ปี ต่อมาสารประกอบไกลโคไซด์เหล่านี้ได้รับการตั้งชื่อโดยนักวิจัยชาวญี่ปุ่นซึ่งใช้ชื่อเรียกรวมกันว่า “จินเซนโนไซด์” (Ginseng + Saponin + Glycosides) เมื่อตรวจแยกวิเคราะห์ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์พบว่าในโสมมีสารจินเซนโนไซด์กว่า 150 ชนิดและมีฤทธิ์ที่แตกต่างกันไปเช่น

  • จินเซนโนไซด์ Rb1 ; ออกฤทธิ์โดยการส่งเสริมการทำงานของสารสื่อประสาทหลักในสมองและระบบประสาทส่วนกลาง เสริมสร้างระบบความจำป้องกันและลดความเครียด
  • จินเซนโนไซด์ชนิด Rg1 ; ช่วยคลายกล้ามเนื้อที่ผนังหลอดเลือดยับยั้งการแข็งตัวของผนังหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น ใช้กระตุ้นให้ร่างกายมีความตื่นตัว ทำให้สมองปลอดโปร่ง
  • จินเซนโนไซด์ชนิด Rg3 มีฤทธิ์ต่อระบบหมุนเวียนโลหิต ปรับระบบความดันของโลหิต ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว ช่วยละลายลิ่มเลือด
รากโสมเกาหลี
ลักษณะของรากโสมเกาหลีที่ดี ต้องมีรูปร่างและสัดส่วนของรากโสมสมดุลครบทุกส่วน มีลักษณะเหมือนมนุษย์มากเท่าใด ยิ่งมีราคาแพงมากเท่านั้น

จินเซนโนไซด์ (Ginsennoside)

เป็นตัวกำหนดคุณภาพของโสม จากการวิเคราะห์และตรวจพิสูจน์โสมในเชิงวิทยาการและเทคโนโลยี พบว่าสารจินเซนโนไซด์ที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของรากโสมมีสัดส่วนดังนี้

  1. ส่วนหัวและลำตัวราก 50-60%
  2. ส่วนรากแขนง 30-40%
  3. ส่วนรากฝอย 5-10%

นอกจากนี้ยังมีสารประกอบอื่นอีกมากมาย ที่พบในรากโสม ซึ่งจริงๆ แล้วไม่เพียงเฉพาะในรากโสมเท่านั้นที่มีประโยชน์ ในส่วนของใบ ดอก เมล็ด กิ่งก้านและลำต้น ทั้งหมดของโสมล้วนมีคุณค่าทางยา แต่ส่วนที่มีคุณค่ามากที่สุดคือ รากโสม การได้รับสรรพคุณโสมอย่างครบถ้วนนั้น ต้องนำส่วนของรากโสมที่สมบูรณ์ทั้งหมดมา รับประทาน ซึ่งประกอบด้วยหัวราก ลำตัวราก รากแขนง และรากฝอยเล็กๆ ทั้งหมด ซึ่งส่วนประกอบทั้งหมดของราก จะมีสรรพคุณทางยาไม่เหมือนกัน คือ

  • ส่วนของรากที่เป็นส่วนหัว ลำตัว จะมีสารที่ให้สรรพคุณ ด้านกระตุ้น (หยาง = ร้อน)
  • ส่วนรากที่เป็นรากแขนง รากฝอย จะมีส่วนประกอบที่ให้สรรพคุณด้านการผ่อนคลาย (หยิน= เย็น)

ด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้โสมเป็นพืชสมุนไพร ที่มีความขัดแย้งในตัวเอง กล่าวคือเนื่องจากโสม มีสารประกอบที่ให้สรรพคุณที่แตกต่างกันอยู่ 2 ด้าน เมื่อโสมเข้าสู่ร่างกาย โสมก็จะเข้าไปทำการปรับภาวะความสมดุลในร่างกาย โดยคุณสมบัติของสารสรรพคุณส่วนหนึ่งออกฤทธิ์ แต่อีกส่วนหนึ่งไม่ออกฤทธิ์ ซึ่งก็ขึ้นอยู้กับสภาวะร่างกาย ของแต่ละคน เช่น คนที่มีภาวะความดันโลหิตสูง โสมจะทำหน้าที่ปรับความดันให้สู่ภาวะปกติ  ส่วนคนที่มีภาวะความดันต่ำ โสมจะทำหน้าที่ปรับสมดุลให้สู่สภาวะปกติเช่นกัน ด้วยคุณสมบัติดังกล่าว จึงทำให้โสมสามารถ ใช้บำรุง สุขภาพ ได้อย่างครอบจักรวาล และ ทำให้โสมได้รับการขนานนามว่า คือ ราชันย์แห่งมวลสมุนไพร